Untitled Document

โดย :
อาจารย์ วีระศักดิ์ ไกรวิทย
รองกรรมการผู้จัดการ
ศูนย์บริการรถเบนซ์สตาร์เซิร์ฟ

การฟื้นฟูรถหลังน้ำท่วม

        จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเรือนและทรัพย์สินต่างๆ อย่างมากมายทีเดียว อย่างหนึ่งที่ได้รับความเสียหาย และยังเจ็บใจไม่หาย ก็คือ รถยนต์ ครับ ซึ่งเป็นของรักของหวงเฝ้าคอยดูแลมันมาตลอด จู่จู่ก็มาโดนน้ำท่วมแบบที่เรียกว่าเข้าตาจนเพราะขับรถออกจากบ้านไม่ได้เนื่องจากถูกน้ำโอบล้อมทุกด้าน สุดท้ายต้องจมไปต่อหน้าต่อตา พอถึงเวลาน้ำไปก็ทิ้งคราบความเสียหายไว้ เมื่อรถต้องถูกแช่อยู่ในน้ำนานๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ถอดขั้วแบตเตอรี่ออกก่อนเพื่อป้องกันอุปกรณ์ ไฟฟ้าเสียหายเพิ่มและป้องกันการสตาร์ทเครื่องยนต์ จากนั้นใช้รถยกเข้าศูนย์ซ่อมของท่านได้เลย เพราะลักษณะงานจะต้องทำร่วมกันระหว่างงานซ่อม และงานทำความ สะอาด ซึ่งที่ไหนสามารถทำได้ทั้งสองอย่างยิ่งสะดวกเลยครับ

         เมื่อรถมาถึงศูนย์ซ่อมแล้วช่างจะเริ่มประเมินจากร่องรอยของน้ำที่เข้าไปในรถและสูงถึงระดับไหน พอจะบอกได้ว่าอุปกรณ์ใดเสียหาย และน้ำเข้าเครื่องยนต์หรือไม่ ใน ขั้นตอนแรกต้องถอดเบาะและพรมพื้นรถออกเพื่อซักฆ่าเชื้อและตากแดดให้แห้งสนิท กรณีรถแช่น้ำนานๆ ก็ให้ถอดคอนโซล และแผงต่างๆ ภายในรถออกให้หมดทุกชิ้นเช่น กาบเสาทั้งหมด แผงลำโพง แผงประตูและแผงหลังคา รวมถึงถอดตู้แอร์ล้างฆ่าเชื้อทำความสะอาดด้วย

        ในขั้นตอนทำความสะอาดชิ้นส่วนภายในรถที่เราถอดออกมาจะเริ่มด้วยการฟอกด้วยน้ำยาเพื่อทำความสะอาดคราบสกปรกทั้งหลายออกก่อน จากนั้นก็จะใช้น้ำยาฆ่า เชื้อโรคฟอกทำความสะอาดชิ้นส่วนต่างๆ อีกครั้ง และจะลงน้ำยาฟอกทำความสะอาดเพื่อเป็นการล้างน้ำยา และคราบสกปรกออกให้หมด และนำไปตากแดดจนแห้งสนิท ครับ เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อราขึ้นมาอีก

          ส่วนตัวถังภายนอกต้องล้างทำความสะอาดคราบสกปรกที่เกาะติดสีรถออกก่อน เพื่อให้มองเห็นสภาพสีจากนั้นจะเริ่มขัดสีทั้งคัน ถ้าสีขัดออกมาแล้วสีเพี้ยนหรือสีด่าง ไม่เงาเหมือนก่อนต้องทำสีใหม่ครับ เพราะนั้นเป็นผลมาจากรถที่ต้องแช่อยู่ในน้ำที่มีสารเคมีต่างๆ มีฤทธิ์เป็นกรด – ด่าง คราบน้ำมันและสิ่งสกปรกอีกสารพัด ที่ปนมากับน้ำ ครับ

           มาในส่วนของเครื่องยนต์ และอุปกรณ์ต่างๆ กันบ้างครับ เครื่องยนต์ต้องเช็คว่าน้ำเข้าไปหรือไม่โดยถอดดูไส้กรองอากาศว่าเปียกน้ำหรือไม่ และดึงก้านวัดน้ำมัน เครื่องขึ้นมาดูว่ามีน้ำปะปนอยู่กับน้ำมันเครื่องหรือไม่ ถ้าเช็คทั้งสองจุดนี้แล้วมีน้ำเข้าไปต้องทำการไล่น้ำออกจากเครื่องยนต์ ถ้าเป็นเครื่องยนต์เบนซินให้ถอดหัวเทียนออก ทุกหัวแล้วใช้ลมเป่าไล่น้ำออกมาหรือน้ำที่ขับในท่อร่วมไอดีออกมาไล่น้ำทำความสะอาดข้างนอกเลยครับ และถ้าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลให้ถอดหัวฉีดออกทุกหัวแล้วเป่าไล่น้ำ เหมือนเครื่องยนต์เบนซินครับ เมื่อไล่น้ำออกเรียบร้อยแล้วให้ลองหมุนเครื่องยนต์เพื่อทดสอบว่าเครื่องยนต์สามารถหมุนได้หรือไม่ ถ้าหมุนได้แสดงว่าเครื่องยนต์ภายในยังไม่ เป็นสนิมและยังสามารถสตาร์ทติดได้

          จากนั้นเรามาดูในส่วนของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ภายในรถโดยสังเกตจากระดับน้ำที่ท่วมเข้าไปในรถ ก็ให้ถอดอุปกรณ์เฉพาะที่เข้าถึงออกมาเป่าทำความสะอาดทุกชิ้น ให้แห้งครับเพื่อรอทดสอบขั้นสุดท้าย ถ้าทดสอบการใช้งานของอุปกรณ์ในระบบต่างๆ แล้วไม่ทำงาน ให้ลองเช็คดูฟิวส์ขาดหรือไม่ เช็คสายและจุดต่อต่างๆ ก่อนเพราะอาจ สกปรกได้ แต่ถ้าแน่ใจแล้วก็ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ชิ้นนั้นครับ และอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเปลี่ยนหลังจากขับรถลุยน้ำมาหรือรถต้องแช่น้ำอยู่ในน้ำนานๆ คือน้ำมันและของเหลวต่าๆง ครับ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย น้ำมันเบรค และน้ำมันเพาเวอร์ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ต่ำอยู่แล้ว ก็จะมีน้ำและความชื้นเข้าไปในระบบทำให้เกิดสนิม และสร้าง ความเสียหายได้ เช่น เข้าเครื่องยนต์ทำให้แหวนลูกสูบตาย หัวฉีดอุดตัน ถ้าน้ำเข้าเกียร์จะเกิดสนิมที่ชุดหม้อคลัทช์ แผ่นเหล็ก และน้ำยังเป็นสาเหตุให้แผ่นคลัทช์หลุดร่อน รวมถึงชุดสมองเกียร์ด้วยครับ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบเกียร์ น้ำมันเฟืองท้ายอาจดูเสียหายน้อยหน่อย แต่ทิ้งไว้นานก็เกิดตามดที่หน้าสัมผัสของเฟืองได้ และลูกปืนที่อยู่ ภายในด้วยครับ สำหรับน้ำมันเบรคจะอยู่กับชิ้นส่วนที่ต้องแช่อยู่ในน้ำตลอด และความชื้นจะเกิดขึ้นง่ายมาก จนเป็นสนิมที่ลูกสูบก้ามเบรค ส่งผลให้การจับของผ้าเบรคสอง ข้างไม่เท่ากัน อาจเกิดอุบัตเหตุได้และน้ำมันเบรคยังเสียคุณสมบัติไปกับความชื้นทำให้น้ำมันเบรคเสื่อมก็จะมีผลต่อประสิทธิภาพการเบรคครับ และสุดท้ายน้ำมันพาวเวอร์ ควรต้องเปลี่ยนเช่นกัน เพราะมีความชื้นเข้าไปในระบบอาจทำให้ภายในระบบปั๊มและแร็คพวงมาลัยเสียหายได้

          การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ ควรต้องใช้น้ำมันชนิดที่เราเติมอยู่ใส่เข้าไปล้างระบบภายในก่อน เพื่อเป็นการไล่น้ำและความชื้นออก ก่อนที่จะเติมน้ำมันใช้ งานจริงเข้าไปครับ สุดท้ายเมื่อทำการประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ที่ถอดเอาไว้ตอนแรกกลับเข้าที่แล้ว จะต้องลองติดเครื่องยนต์ และทดสอบอุปกรณ์ต่างๆ ว่าทำงานเป็น ปกติหรือไม่ ถ้าเรียบร้อยดีก็ไปวิ่งทดสอบกันได้เลยครับ

##############################


สนใจในรายละเอียดการตรวจเช็ครถก่อนเติมแก๊สโซฮอล์หรือติดตั้งแก๊สสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท อมรแคร์ จำกัด โทร 0-2930-6844-5, โทรสาร 0-2930-6846

ที่มา :: TIDROD magazine Vol.18 No.63 January - April 2012

   - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

Untitled Document