Untitled Document

โดย :
อาจารย์ วีระศักดิ์ ไกรวิทย
รองกรรมการผู้จัดการ
ศูนย์บริการรถเบนซ์สตาร์เซิร์ฟ

เครื่องยนต์ดีเซลจากรุ่นสู่รุ่น

    ถ้าจะนับย้อนหลังไปถึงต้นกำเนิดของเครื่องยนต์ดีเซล ก็ต้องนึกถึงบุคคลท่านนี้คือ ดร.รูดอร์ฟ ดีเซล เป็นชาวเยอรมันที่ได้คิดค้นสร้างเครื่องยนต์ดีเซลในปี คศ.1892 (พ.ศ.2435) โดยใช้ หลักการอัดอากาศให้เกิดความร้อนและฉีดเชื้อเพลิงเข้าไปเผาไหม้เพื่อให้เกิดแรงดันดันลูกสูบให้เคลื่อนที่ ซึ่งนับเวลาแล้วก็เป็นร้อยกว่าปีแล้วสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล แต่ถ้าจะกล่าวถึงเครื่องยนต์ ดีเซลของเมอร์ซิเดสเบนซ์เอาที่พอจำได้ก็ต้องเริ่มที่เครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้ระบบปั๊มแบบ In Line ในรุ่นตัวถัง w115 (ทับ8), w123/300D และ w124/E200 Diesel ที่ใช้เครื่องยนต์รหัส OM615, 616, 617 และ OM611 ตามลำดับ ซึ่งปั๊มชนิดนี้จะสร้างแรงดันจากการอัดของลูกสูบภายในปั๊มให้มีแรงดันไปฉีดที่หัวฉีด 110 บาร์ครับ แต่หลังจากนั้นทางเมอร์ซิเดสเบนซ์ได้คิดค้นผลิตเครื่องยนต์ดีเซล ชนิดใหม่ที่ใช้ระบบปั๊มแรงดันสูงควบคุมการฉีดเชื้อเพลิงด้วยกล่องคอนโทรล และได้วางเครื่องรุ่นนี้ลงในตัวถัง w202/c220 Diesel ที่ใช้ระบบปั๊มแรงดันสูง 120 บาร์ แบบ DFI ซึ่งควบคุมการฉีดเชื้อ เพลิงด้วยไฟฟ้า ซึ่งก็ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าใดนักสำหรับเมืองไทย

    แต่ต่อมาในปี 1998 เมอร์ซิเดสเบนซ์ได้ออกเครื่องยนต์ดีเซลระบบ CDI และวางลงในตัว ถังรุ่น w210 หรือรุ่นตากลม ซึ่ง ได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับผู้รักและหลงใหลในรถเมอร์ซิเดสเบนซ์ เพราะมีสมรรถนะเครื่องยนต์ดี ออกตัวได้เร็วด้วย การอัดอากาศจากเทอร์โบชาร์ทเจอร์ และที่สำคัญคือประหยัดน้ำมัน

    จากนั้นทางฝ่ายวิศวกรรมของเมอร์ซิเดสเบนซ์ยังไม่หยุดคิดค้น ในปี 2002 รถรุ่น E-Class w211 ยังได้ปรับปรุงแก้ไข เครื่องยนต์ดีเซล CDI ในรุ่นที่ 2 ให้มีแรงดันฉีดเชื้อเพลิงจาก 1300 บาร์เพิ่มเป็น 1400 บาร์ เพื่อต้องการให้ฉีดเชื้อเพลิงเป็น ฝอยละอองมากขึ้นจึงเป็นการเพิ่มอัตราการเร่งให้ดีขึ้น แต่ก็มีข้อเสียในเรื่องของเสียงเครื่องยนต์ที่ดังขึ้นตามมา

    และในปี 2005 ทางเมอร์ซิเดสเบนซ์ได้พัฒนาเครื่องยนต์ CDI รุ่นที่ 3ด้วยการเพิ่มแรงดันการฉีดเชื้อเพลิงเป็น 1600 บาร์ และเพิ่มพรีแคทเตอไลติดเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการกรองไอเสียให้ดีขึ้นและเป็นไปตามมาตรฐานไอเสีย EURO 4

    และในปี 2010 นี้เองทางเมอร์ซิเดสเบนซ์ได้ออก E-Class ใหม่ภายใต้รหัส w212/ E250 CDI ซึ่งเป็นรุ่นที่ 4 แล้วได้มีการ ปรับให้ปั๊มดีเซลสร้างแรงดันสำหรับฉีดเชื้อเพลิงที่ 2000 บาร์ ผ่านหัวฉีด piezo ทำให้การฉีดเชื้อเพลิงมีความแม่นยำ และมี เทอร์โบชาร์ทเจอร์ อัดอากาศถึงสองชุด (Compound Turbo charging) เทอร์โบขนาดเล็กจะทำงานที่รอบต่ำ และเทอร์โบ ขนาดใหญ่จะทำงานที่รอบสูงเพื่อให้เครื่องยนต์มีแรงบิดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และด้วยการออกแบบห้องเผาไหม้สมบูรณ์แบบ จึงทำให้มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 16 – 17 กม.ต่อลิตร และการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์น้อยลงด้วยเพลาถ่วง สมดุลคู่ (Two Lanchester Balancer Shafts) จึงทำให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารรู้สึกได้ถึงการทำงานที่เงียบ และราบเรียบกว่าที่ เคยและนี่คือนวัตกรรมยานยนต์ที่เมอร์ซิเดสเบนซ์ได้พยายามคิดค้นและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อใหเป็นรถที่มีสมรรถนะ ดีที่สุด ประหยัด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สนใจในรายละเอียดการตรวจเช็ครถก่อนเติมแก๊สโซฮอล์หรือติดตั้งแก๊สสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท อมรแคร์ จำกัด โทร 0-2930-6844-5, โทรสาร 0-2930-6846

ที่มา :: TIDROD magazine Vol.16 No.60 January - March 2011

   - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

Untitled Document